Forex (Foreign Exchange) คือตลาดที่ใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ ด้วยมูลค่าการซื้อขายหลายล้านล้านดอลลาร์ในแต่ละวัน ทำให้นี่คือตลาดการเงินที่มีปริมาณการซื้อขายต่อวันสูงที่สุดในโลก มากกว่าตลาดหุ้นทุกแห่งรวมกันเสียอีก ตลาดนี้เปิดเกือบตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เพราะไม่ได้ถูกควบคุมโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งเดียว แต่การซื้อขายจะไล่ตามดวงอาทิตย์จากซิดนีย์ไปโตเกียว ไปลอนดอน แล้วไปนิวยอร์ก เมื่อศูนย์กลางการเงินแห่งหนึ่งปิด อีกแห่งก็เปิดทำการพอดี
ใครคือผู้เล่นตัวจริงในตลาด Forex
ปริมาณการซื้อขาย Forex ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากเทรดเดอร์รายย่อย แต่ตลาดนี้ถูกครองโดย
- ธนาคารและสถาบันการเงิน — ซื้อขายทั้งเพื่อลูกค้าและเพื่อบัญชีของตัวเอง เป็นผู้สร้างสภาพคล่องส่วนใหญ่ของตลาด
- ธนาคารกลาง — เข้าแทรกแซงเพื่อควบคุมมูลค่าสกุลเงินของประเทศตน หรือดำเนินนโยบายการเงิน
- บริษัทข้ามชาติ — เช่น บริษัทญี่ปุ่นที่ขายสินค้าในยุโรป สุดท้ายก็ต้องแปลง EUR กลับเป็น JPY ไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนตอนนั้นจะดีหรือไม่ก็ตาม
- เทรดเดอร์รายย่อย — คนทั่วไปอย่างคุณ ที่เข้าตลาดผ่าน broker ซึ่งมักเป็นสัดส่วนที่เล็กที่สุดของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด
เรื่องนี้สำคัญเพราะมันอธิบายว่า ทำไม ราคาถึงเคลื่อนไหว กระแสเงินส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการเก็งกำไรเลย และการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดมักมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของธนาคารและสถาบันต่างๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นตอบสนองต่อข่าวเศรษฐกิจ (ดู การวิเคราะห์ทางเทคนิคกับปัจจัยพื้นฐาน)
คู่สกุลเงิน
การเทรด Forex คือการซื้อสกุลเงินหนึ่งพร้อมกับขายอีกสกุลเงินหนึ่งไปพร้อมกัน ดังนั้นราคาจึงแสดงเป็น คู่สกุลเงิน (Currency Pair) เสมอ ตัวอย่างเช่น
- EUR/USD — ยูโร เทียบกับ ดอลลาร์สหรัฐ
- USD/JPY — ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ เยนญี่ปุ่น
- GBP/USD — ปอนด์อังกฤษ เทียบกับ ดอลลาร์สหรัฐ
สกุลเงินตัวแรกเรียกว่า สกุลเงินหลัก (Base Currency) ส่วนตัวที่สองเรียกว่า สกุลเงินอ้างอิง (Quote Currency) ราคาที่แสดงคือจำนวนหน่วยของสกุลเงินอ้างอิงที่ต้องใช้เพื่อซื้อสกุลเงินหลัก 1 หน่วย หาก EUR/USD อยู่ที่ 1.0850 หมายความว่ายูโร 1 หน่วยมีราคา 1.0850 ดอลลาร์สหรัฐ
คู่สกุลเงินมักถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
- Majors (สกุลเงินหลัก) — คู่สกุลเงินที่มี USD ผสมกับสกุลเงินของประเทศเศรษฐกิจใหญ่อื่นๆ (EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD, USD/CHF, AUD/USD, USD/CAD, NZD/USD) มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดและต้นทุนการเทรดต่ำที่สุด
- Minors / Crosses (สกุลเงินรอง) — สกุลเงินหลักที่จับคู่กันโดยไม่มี USD เช่น EUR/GBP หรือ EUR/JPY ยังคงมีสภาพคล่องดี แต่สเปรดกว้างขึ้นเล็กน้อย
- Exotics (สกุลเงินแปลกใหม่) — สกุลเงินหลักจับคู่กับสกุลเงินของประเทศขนาดเล็กหรือตลาดเกิดใหม่ เช่น USD/TRY หรือ USD/ZAR สเปรดกว้างกว่ามากและมีการเคลื่อนไหวที่รุนแรง คาดเดายากกว่า โดยทั่วไปไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่เหมาะสำหรับมือใหม่
Bid, Ask และวิธีอ่านราคาที่ถูกเสนอ
ทุกคู่สกุลเงินจะมีราคาสองราคาในเวลาเดียวกันเสมอ
- Bid — ราคาที่คุณจะ ขาย
- Ask — ราคาที่คุณจะ ซื้อ ซึ่งจะสูงกว่า Bid เล็กน้อยเสมอ
หาก platform ของคุณแสดง EUR/USD ที่ 1.0850 / 1.0851 คุณจะซื้อที่ 1.0851 และขายที่ 1.0850 ส่วนต่างนั้นคือสเปรด (Spread) ซึ่งจะอธิบายเพิ่มเติมด้านล่าง
หน่วยที่คุณควรรู้
Pip
Pip คือการเคลื่อนไหวของราคาขั้นต่ำมาตรฐานที่ใช้วัดกำไรและขาดทุน สำหรับคู่สกุลเงินส่วนใหญ่คือทศนิยมตำแหน่งที่ 4 การเคลื่อนที่จาก 1.0850 ไปเป็น 1.0851 คือ 1 pip ส่วนคู่สกุลเงินที่มี JPY จะใช้ทศนิยมตำแหน่งที่ 2 แทน (147.50 ไป 147.51 คือ 1 pip) platform ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะแสดงตัวเลขเพิ่มอีก 1 หลักหลัง pip เรียกว่า pipette (หนึ่งในสิบของ pip) นี่คือเหตุผลที่คุณมักเห็นทศนิยม 5 ตำแหน่งบนหน้าจอ
Lot
Lot คือขนาดของการเทรด 1 Standard Lot เท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก นอกจากนี้ยังมี Mini Lot (10,000 หน่วย) และ Micro Lot (1,000 หน่วย) ขนาดของ lot จะกำหนดว่าแต่ละ pip มีมูลค่าเท่าไรสำหรับคุณ สำหรับคู่สกุลเงินที่แสดงราคาเป็น USD
- 1 Standard Lot ≈ $10 ต่อ pip
- 1 Mini Lot ≈ $1 ต่อ pip
- 1 Micro Lot ≈ $0.10 ต่อ pip
นี่คือเหตุผลที่การเคลื่อนไหว 50 pip เท่ากันสามารถเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่ที่ทำลายบัญชีได้ ขึ้นอยู่กับขนาดโพซิชัน ซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายอย่างละเอียดใน พื้นฐานการบริหารความเสี่ยง
Spread
สเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask และนี่คือต้นทุนหลักของทุกการเทรด สเปรด 1 pip บน EUR/USD หมายความว่าทุกการเทรดเริ่มต้นด้วยการ "ตามหลัง" อยู่ 1 pip บน standard lot นั่นคือ $10 ที่ต้องจ่ายทันทีที่คุณเข้าเทรด สเปรดจะแคบที่สุดบนคู่สกุลเงินหลักในช่วงเวลาที่มีการซื้อขายคึกคัก และจะกว้างขึ้นบนคู่สกุลเงินแปลกใหม่ ในช่วงเวลาที่ตลาดเงียบ และรอบๆ ข่าวสำคัญ (ดู ช่วงเวลาเทรด)
ตัวอย่างการคำนวณจริง
สมมติว่าคุณซื้อ 1 Mini Lot ของ EUR/USD ที่ 1.0851 (ราคา ask) โดยคาดว่ายูโรจะแข็งค่าขึ้น
- ราคาขึ้นไปที่ 1.0901 และคุณปิดการเทรดโดยขายที่ราคา bid
- นั่นคือกำไร 50 pip ที่ประมาณ $1 ต่อ pip บน mini lot = กำไรประมาณ $50
- หากราคากลับลดลง 50 pip แทน การคำนวณแบบเดียวกันก็จะกลับด้าน คือ ขาดทุนประมาณ $50
สังเกตว่าการเทรดนี้มีปัจจัยสำคัญเพียงสองอย่าง คือราคาเคลื่อนไหวไปไกลแค่ไหน และโพซิชันของคุณใหญ่แค่ไหน ทิศทางมักได้รับความสนใจมากที่สุด แต่ขนาดของโพซิชันต่างหากที่ตัดสินว่าการขาดทุนนั้นจะทำให้บัญชีอยู่รอดได้หรือไม่
ก่อนเริ่มเทรดด้วยเงินจริง
- ทำความเข้าใจว่า Forex มีความเสี่ยงสูงและไม่มีทางรับประกันกำไรได้ เลเวอเรจที่ broker เสนอให้จะขยายทั้งกำไรและขาดทุนเท่าๆ กัน (ดู เลเวอเรจและมาร์จิ้น)
- ฝึกฝนบน บัญชีทดลอง (Demo Account) จนกว่าคุณจะวางออร์เดอร์ ตั้ง Stop Loss และคำนวณขนาดโพซิชันได้อย่างสบายใจ ก่อนที่จะใช้เงินจริง
- ศึกษาการบริหารความเสี่ยงควบคู่ไปกับการวิเคราะห์กราฟตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่คิดถึงทีหลัง ดู พื้นฐานการบริหารความเสี่ยง
- เริ่มต้นด้วยคู่สกุลเงินหลัก ที่มีสเปรดต่ำและพฤติกรรมราคาค่อนข้างเป็นระเบียบ
บทเรียนถัดไป: วิธีอ่านกราฟแท่งเทียน